การช่วยฟื้นคืนชีพ
สาเหตุของการหยุดหายใจ
- ทางเดินหายใจอุดตันจากสาเหตุต่างๆ เช่น
จากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การแขวนคอ การถูกบีบรัดคอ
การรัดคอ เป็นต้น ในเด็กเล็กสาเหตุจากการหยุดหายใจที่พบได้มากที่สุดคือ
การสำลักสิ่ง
แปลกปลอมเข้าหลอดลม
เช่น ของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เมล็ดถั่ว เป็นต้น
- มีการสูดดมสารพิษ แก็สพิษ ควันพิษ
- การถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูด
-
การจมน้ำ
- การบาดเจ็บที่ทรวงอก
ทำให้ทางเดินหายใจได้รับอันตรายและเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ
- โรคระบบประสาท เช่น บาดทะยัก ไขสันหลังอักเสบ
ทำให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต
- การได้รับสารพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ผึ้ง
ต่อ แตน ต่อยบริเวณคอ หน้า ทำให้มีการบวมของ
เนื้อเยื่อของทางเดินหายใจและหลอดลมมีการหดเกร็ง
- การได้รับยากดศูนย์ควบคุมการหายใจ เช่น
มอร์ฟีน ฝิ่น โคเคน บาร์บิทูเรต ฯลฯ
- โรคหัวใจ เช่น
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน
- มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ
และมีภาวะหายใจวายจากสาเหตุต่างๆ
สาเหตุของหัวใจหยุดเต้น
- หัวใจวายจากโรคหัวใจ จากการออกกำลังกายมากเกินปกติ
หรือตกใจหรือเสียใจกระทันหัน
- มีภาวะช็อคเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
จากการสูญเสียเลือดมาก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ
- ทางเดินหายใจอุดกั้น
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- การได้รับยาเกินขนาดหรือการแพ้
ข้อบ่งชี้ในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ
1. ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจ โดยที่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที
ให้ผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นได้
และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร
2. ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า clinical death การช่วยฟื้นคืนชีพทันทีจะช่วยป้องกันการเกิด
biological death คือ
เนื้อเยื่อโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน
ระยะเวลาของการเกิด biological death หลังจาก clinical death ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด
แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดช่วง 4-6 นาที หลังเกิด clinical death ดังนั้นการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพจึงควรทำภายใน 4 นาที
ขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR)
1. ตรวจดูระดับความรู้สึกตัว
เรียกหรือเขย่าตัวผู้ป่วย เพื่อดูว่าผู้ป่วยหมดสติหรือไม่
2. ขอความช่วยเหลือ
ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง, หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน(1669) หรือเบอร์ฉุกเฉิน(191)
3. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงาย
จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายราบโดยใช้มือหนึ่งประคองศีรษะ อีกมือหนึ่งอ้อมรักแร้มาที่ไหล่
ค่อยๆพลิกตัว โดยให้ผู้ป่วยนอนหงายหลังตรง ศีรษะไม่สูงกว่าระดับหัวใจ
ที่มา : การปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ
(วิไล สุวรรณพฤกษา)
*ในการสำรวจและจัดท่าไม่ควรใช้เวลาเกิน 10
วินาที
4. เปิดทางเดินหายใจ (A - Airway)
ต้องทำอย่างรวดเร็วเนื่องจากเมื่อผู้ป่วยหมดสติจะทำให้โคนลิ้นและกล่องเสียงตกลงไปอุดทางเดินหายใจส่วนบน
ซึ่งทำโดยการดันคางขึ้นพร้อมกับกดหน้าผากให้หน้าแหงน(Head tilt chin lift) แต่
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกระดูกสันหลังส่วนคอหักหรือสงสัยว่าจะหักให้ใช้วิธี Jaw
thrust maneuver โดยการดึงขากรรไกรทั้งสองข้างขึ้น
ในการทำดังกล่าวให้ผู้ช่วยเหลืออยู่บริเวณเหนือศีรษะผู้ป่วย (ถ้ามีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ
เช่น เศษอาหาร สิ่งแปลกปลอม ให้ใช้มือล้วงออกให้ทางเดินหายใจโล่ง)
ที่มา : http://www.cardiopulmonaryresuscitation.net/head-tilt-chin-lift.jpg
5. ตรวจดูการหายใจ
มองไปทางปลายเท้าของผู้ป่วยและแนบหูชิดกับปากผู้ป่วยเพื่อฟังเสียงหายใจ
ดูว่าผู้ป่วยหายใจเองได้หรือเปล่าโดยดูว่าแก้มสัมผัสได้ถึงลมหายใจจากผู้ป่วย
และทรวงอกมีการเคลื่อนไหวหรือเปล่า
ถ้าผู้ป่วยหายใจเองได้ให้จัดให้ผู้ป่วยนอนตะแคงกึ่งคว่ำเพื่อพัก
ที่มา : การปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ
(วิไล สุวรรณพฤกษา)
6. ช่วยหายใจ (B - Breathing)
สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้
- การเป่าปาก(Mouth to mouth) :
นั่งข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วย ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือกดศีรษะและบีบจมูกผู้ป่วยเพื่อไม่ให้อากาศรั่วออกขณะเป่าลมเข้าปาก
มืออีกข้างยกคางประคองให้ปากเผยอเล็กน้อย สูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซัก 2-3 ครั้ง ประกบปากครอบปากผู้ป่วยพร้อมเป่าลมเข้าเต็มที่
ด้วยความเร็วสม่ำเสมอประมาณ 800 มิลลิลิตรต่อ 1 ครั้ง เพื่อให้ปอดขยาย ขณะทำการช่วยเหลือควรสังเกตว่าทรวงอกขยายออกแสดงถึงอากาศผ่านเข้าไปได้ดีแล้วรีบถอนปาก
รอให้ลมออกจากผู้ป่วย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-1.5 วินาที แล้วเป่าซ้ำ
ที่มา : http://www.cardiopulmonaryresuscitation.net/mouth-to-mouth.jpg
- การเป่าจมูก(Mouth to nose) :
ใช้ในรายที่มีการบาดเจ็บในปาก หรือในเด็กเล็ก ต้องปิดปากของผู้ป่วยก่อน
และเป่าลมหายใจเข้าทางจมูกแทนขณะที่เป่าให้เหลือบมองยอดอกของผู้รับบริการด้วยว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่
การเป่าลมหายใจของผู้ช่วยเหลือผ่านทางปากหรือจมูก จะต้องทำอย่างช้าๆ
ปล่อยปากหรือผู้ช่วยเหลือออกจากปากหรือจมูกของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจออก ให้
ผายปอด 2 ครั้ง ๆ ละ 1-1.5 วินาที และเป่า
12 -15 ครั้ง / นาที
ที่มา : http://home.utah.edu/~mda9899/Image14.gif
- การกดหลังยกแขนของโฮลเกอร์ – นิลสัน(Back pressure arm lift or Holger - Nielson method) : เหมาะสำหรับผู้ที่จมน้ำ
และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้า / ปาก หรือ ดื่มยาฆ่าแมลง หรือ ยาพิษ
ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการผายปอดทางปากหรือจมูกได้ จัดท่าผู้ป่วยนอนคว่ำหน้า
คลายเสื้อผ้าให้หลวม จับมือทั้งสองข้างของผู้ป่วยรองใต้หน้าผาก
เอียงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ผู้ช่วยเหลืออยู่เหนือศีรษะ
คุกเข่าข้างหนึ่งและชันเข่าอีกข้างหนึ่ง โดยให้เท้าวางบนพื้นใกล้ศีรษะของผู้ป่วย วางมือทั้งสองข้างบนหลังของผู้ป่วย
โดยให้สันมืออยู่ใต้ระดับกระดูกสะบักทั้งสองข้าง จากนั้นโน้มตัวไปข้างหน้า
กดฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนหลัง ให้ทรวงอกยุบตัวเล็กน้อย เพื่อให้มีลมหายใจออก
ขณะกดฝ่ามือให้นับ 1-2-3 ยกมือขึ้นเลื่อนมาจับแขนทั้งสองข้างบริเวณเหนือข้อศอกของผู้ป่วย
(จังหวะนับ 4) แล้วยกแขนดึงไปทางด้านศีรษะของผู้ป่วย พร้อมทั้งเอนตัวไปข้างหลังนับ
5-6-7 ปล่อยแขนผู้ป่วยลงที่เดิม และทำเช่นนี้สลับกันไปจะได้ 1 ครั้ง ต่อ 5 วินาที
หรืออย่างน้อย 12 ครั้ง/นาทีในผู้ใหญ่ และ 20 ครั้ง/นาทีในเด็ก
7. ตรวจชีพจรในเวลา 5-10 นาที
วางนิ้วชี้และนิ้วกลางบนหลอดลมของผู้ป่วย
แล้วเลื่อนลงไปด้านข้างระหว่างหลอดลมกับกล้ามเนื้อคอ
คลำการเต้นของชีพจรเส้นเลือดใหญ่ที่คอ พร้อมสังเกตการหายใจของผู้ป่วย
- ถ้าคลำชีพจรได้ แต่ไม่หายใจ
ให้ช่วยหายใจด้วยการเป่าปากทุก 5 วินาที
โดยนับหนึ่ง...และสอง...และสาม...และสี่...และห้า... เป่าปาก 1 ครั้ง (10-20 ครั้ง
ใน 1 นาที)
-
ถ้าคลำชีพจรไม่ได้หรือหัวใจหยุดเต้น ให้ช่วยกดหน้าอก
ที่มา : การปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ
(วิไล สุวรรณพฤกษา)
8. การกดหน้าอกหรือการนวดหัวใจ (C - Circulation)
วัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ
โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของผู้ป่วยขึ้นไป จนถึง
ปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ
แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว
และใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป
และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก ยืดไหล่และแขนเหยียดตรง
จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสอง
และลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของผู้เจ็บป่วย ในผู้ใหญ่และเด็กโต
กดลงไปลึกประมาณ 1.5 - 2 นิ้ว ให้กดลงไปในแนวดิ่ง และอย่ากระแทก ผ่อนมือที่กดขึ้นให้เต็มที่เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัว
และหัวใจได้รับเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจน ขณะที่ผ่อนมือไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นสูง
มือยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก อย่ายกมือออกจากหน้าอก
จะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ
ทำให้มีการไหลเวียนเลือดในร่างกาย ทำการนวดหัวใจไปเรื่อยๆด้วยอัตราสม่ำเสมอจนครบ
15 ครั้ง สลับกับเป่าปาก 2 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ทำ 4 รอบใน 1 นาที (อัตราประมาณ 80
ครั้งใน 1 นาที) ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ให้คนหนึ่งกดหน้าอก 5 ครั้ง
สลับกับคนที่สองเป่าปาก 1 ครั้ง (อัตราประมาณ 60 ครั้งใน 1 นาที)




ที่มา : http://home.utah.edu/~mda9899/cprpics.html
9. ตรวจชีพจรอีกครั้ง
ทำการตรวจชีพจรอีกครั้งทุก 3-4 นาที และให้การช่วยเหลือดังนี้
ถ้าไม่มีชีพจรและไม่หายใจ
|
- ผู้ช่วยเหลือ 1 คน กดหน้าอก 15
ครั้ง เป่าปาก 2 ครั้ง ทำ 4 รอบ ใน 1 นาที
- ผู้ช่วยเหลือ 2 คน กดหน้าอก 5
ครั้ง เป่าปาก 1 ครั้ง
- ตรวจชีพจรและการหายใจซ้ำทุก
3-4 นาที
|
รอจนกว่ามีคนมาช่วยหรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึง
|
ถ้ามีชีพจรและไม่หายใจ
|
- ช่วยเป่าปาก 15 ครั้ง ใน 1 นาที
- ตรวจชีพจรและการหายใจซ้ำทุก
3-4 นาที
|
รอจนกว่ามีคนมาช่วยหรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึง
|
ถ้ามีชีพจรและหายใจได้เอง
|
- เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด
- ตรวจชีพจรและการหายใจซ้ำทุก
3-4 นาที
|
รอจนกว่ามีคนมาช่วยหรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึง
|
อันตรายของการทำ CPR ไม่ถูกวิธี
1. วางมือผิดตำแหน่ง ทำให้ซี่โครงหัก , xiphoid หัก , กระดูกที่หักทิ่มโดนอวัยวะสำคัญ
เช่น ตับ ม้าม เกิดการตกเลือดถึงตายได้
2. การกดด้วยอัตราเร็วเกินไป เบาไป
ถอนแรงหลังกดไม่หมด ทำให้ปริมาณเลือดไปถึงอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญได้น้อย
ทำให้ขาดออกซิเจน
3. การกดแรงและเร็วมากเกินไป
ทำให้กระดูกหน้าอกกระดอนขึ้น ลงอย่างรวดเร็ว หัวใจช้ำเลือดหรือกระดูกหักได้
4. การกดหน้าอกลึกเกินไป
ทำให้หัวใจชอกช้ำได้
5. การเปิดทางเดินหายใจไม่เต็มที่
เป่าลมมากเกินไป ทำให้ลมเข้ากระเพาะอาหาร เกิดท้องอืด อาเจียน ลมเข้าปอดไม่สะดวก
ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ถ้ามีอาการอาเจียนเกิดขึ้นก่อน หรือ ระหว่างการทำ CPR ต้องล้วงเอาเศษอาหารออกก่อน มิฉะนั้นจะเป็นสาเหตุของ การอุดตันของทางเดินหายใจ
(airway obstruction) การช่วยหายใจไม่ได้ผล เกิดการขาดออกซิเจน
ถ้ามีอาการท้องอืดขึ้น ระหว่างการทำ CPR ให้จัดท่าเปิดทางเดินหายใจใหม่
และช่วยการหายใจด้วยปริมาณลมที่ไม่มากเกินไป
-
การปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ
(วิไล สุวรรณพฤกษา)
(สืบค้นวันที่ 11/12/2556)
คำถาม
1. ในการจัดท่าให้ผู้ป่วยควรใช้เวลานานเท่าใด
ก. ไม่เกิน 10 วินาที
ข. ไม่เกิน 30 วินาที
ค. ไม่เกิน 10 นาที
ง. ไม่เกิน 15 นาที
2. ในการนวดหัวใจควรทำอย่างไร
ก. นวดหัวใจอย่างต่อเนื่อง
ข. นวดหัวใจ และ
เป่าปากสลับกันอย่างละครั้ง
ค. นวดหัวใจ 15 ครั้งสลับกับเป่าปาก 1 ครั้ง
ง. นวดหัวใจ 15 ครั้งสลับกับเป่าปาก 2 ครั้ง